กว่าจะมาเป็น HOF_homeoffice

วันนี้เราจะพาทุกๆคนมาทำความรู้จักกับผู้ที่เป็นทั้งสถาปนิกออกแบบและเจ้าของโครงการ HOF_homeoffice กันให้มากขึ้นนะคะ เราจะได้รู้ถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้มากยิ่งขึ้นว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร และประวัติความเป็นมาของตัวเจ้าของเองนั้นผ่านประสบการณ์อะไร ทำอะไรมาแล้วบ้าง ก่อนที่จะทำโครงการสำเร็จแบบนี้ออกมาได้ หวังว่าผู้ที่อ่านบทสัมภาษณ์นี้น่าจะได้เรียนรู้หรือได้รับแรงบันดาลใจอะไรกลับไปกันไม่มากก็น้อยนะคะ

รบกวนช่วยแนะนำตัวและประวัติคร่าวๆให้เราฟังหน่อยคะ

ได้ครับ...ผมชื่อ สรกิจ กิจเจริญโรจน์ ตอนนี้อายุ 31 ปี

  • จบการศึกษาปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ด้วยรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นประจำปี 2550

  • จบการศึกษาปริญญาโท Master of Business Administration (MBA), University of Bath, UK

  • Founder & Partner บริษัทออกแบบชื่อ Integrated field ที่รับงานออกแบบในหลากหลายสาขา อทิเช่น งานออกแบบสถาปัตยกรรม งานออกแบบตกแต่งภายใน งานออกแบบกราฟฟิค...ก่อตั้งบริษัทร่วมกับเพื่อนๆเมื่อตอนอายุ 25 ปัจจุบันมีทีมงานร่วม 20 คน (www.integratedfield.com)

  • Owner & Managing Director โครงการ HOF_homeoffice (www.hof-bkk.com)

ช่วยลองเล่าให้เราฟังหน่อยคะว่า ทำไมคุณสรกิจถึงเลือกเรียนสถาปัตย์ ?

สรกิจ: คือตั้งแต่เด็กๆ ผมจำได้ว่ารู้ตัวมาตลอดว่าเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง หัวช้า แต่รู้ว่าตัวเองเป็นคนชอบวาดรูปมาก เริ่มวาดรูปตั้งแต่อายุ 6 ขวบ อยากเข้าคณะสถาปัตย์เพราะไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์และชีวะ และคิดว่าวันนึงจะได้ออกแบบบ้านให้พ่อแม่

และคณะสถาปัตย์เนี่ย ให้อะไรคุณสรกิจบ้างคะ ?

สรกิจ: ที่คณะสอนให้ผมรู้จักคิด เชื่อในความคิดของตัวเอง และกล้าที่จะแตกต่าง ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ขัดกับความคิดของหลายๆคน จำได้ว่าตอนเลือกทำวิทยานิพนธ์ มีอาจารย์หลายท่านเดินเข้ามาหาแล้วพูดว่า “จะดีเหรอ คิดอะไรอยู่ งานนี้มีสิทธิ์ได้ F เลยนะ” แต่ท้ายที่สุดผมก็เชื่อในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจและลองลุยกับมันดู เพื่อพิสูจน์ว่ามันสามารถทำแบบนี้ได้ ไม่ได้ต้องทำเหมือนที่เค้าทำๆกันมาจนท้ายที่สุด ผมได้รับการยอมรับจากอาจารย์หลายๆท่าน และได้รางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น จนเรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง

คือผมมีความเชื่อว่า เด็กส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผมเองเกิดและเติบโตมา พร้อมกับกรอบบางอย่าง ที่มันคอยลิมิตความสามารถของตัวเราเองไว้ กรอบนี้เกิดจากสังคม การศึกษา และอะไรอีกหลายๆอย่างที่แวดล้อมตัวเรา จนสร้างกรอบให้เราโดยที่เราไม่รู้ตัว กรอบนี้มันทำให้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะทำไม่กล้าที่จะคิดอะไรที่มันไกลกว่าปัจจุบันหรือนอกกรอบ จากคนอื่นๆและวันนึงผมก็ได้ค้นพบว่าการทลายกรอบอันนั้นออกไปได้มันเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ และเป็นการเปิดมุมมองให้กับผมเองมากๆ มันทำให้ผมกล้าทำอะไรได้มากกว่าที่ผมเคยคิด กล้าเป็นอะไรที่มากกว่าที่ผมเคยเป็น

แล้วหลังจากเรียนจบมา การทำงานในสายอาชีพสถาปนิกนี่เป็นยังไงบ้างค่ะ ?

สรกิจ: ผมเริ่มทำงานในบริษัทออกแบบแห่งนึงด้วยเงินเดือนเริ่มต้น 14,000 ซึ่งถือว่าเป็นเงินที่น้อยมากๆ แต่เราก็ไม่ได้คิดถึงผลตอบแทนตรงนั้นเราคิดแค่ว่าเราอยากได้ความรู้ อยากได้ประสบการณ์เพื่อเอาไปต่อยอดให้เราต่อในอนาคต จริงๆแล้วที่บ้านมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ใจก็อยากจะพิสูจน์ตัวเองว่าผมจะสามารถสร้างอะไรของผมเองขึ้นมาเหมือนที่คุณพ่อและคุณแม่ผมทำไว้ได้ไหม พอทำงานไปได้เมื่ออายุ 25 เลยตัดสินใจกับเพื่อนๆร่วมกันเปิดบริษัทชื่อ Integrated field และได้ออกแบบบ้านให้พ่อแม่อย่างที่ตั้งใจเอาไว้จนสำเร็จเป็นจริงขึ้นมาได้

หลังจากนั้นเราก็ได้ฟอร์มทีมร่วมประกวดแบบรัฐสภาแห่งประเทศไทยเมื่อปี 52 ตอนนั้นหลายคนบอกกับเราว่า “เป็นไปไม่ได้หรอกจะไปแข่งกับบริษัทรุ่นพี่รุ่นพ่อใหญ่ๆหลายๆบริษัทเค้าได้ยังไง เรายังเด็กอยู่เลย เหนื่อยฟรีแน่ๆ” แต่สุดท้ายเราก็เอาคำพูดเหล่านั้นมาป็นพลังขับเคลื่อนตัวเอง จำได้ว่าช่วงนั้นทำงานวันละเกือบ 20 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลานานเกือบ 3 เดือน จนสุดท้ายได้เข้ารอบเป็น 10 ทีมสุดท้ายและเป็นทีมที่เด็กที่สุด การตัดสินใจครั้งนั้น เหมือนเป็นใบเบิกทางให้คนรู้จักเรามากขึ้น จนทำให้บริษัทค่อยๆเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว มีทีมงานร่วม 20 กว่าคน แตกสาขาการออกแบบไปอีกหลากหลายสาขา ทั้ง Architecture Interior Landscape Graphic และกำลังจะแตกสาขาเพิ่ม มีงานทั้งในไทยและต่างประเทศ

แล้วหลังจากได้เปิดบริษัทออกแบบเป็นของตัวเองแล้ว เป็นยังไงบ้างคะ ได้เจออุปสรรคปัญหาอะไรบ้าง และแก้ไขปัญหายังไง?

สรกิจ: หลังจากทำงานไปได้สักพัก เราก็เริ่มได้มีโอกาสคลุกคลีกับโลกของธุรกิจมากขึ้น ได้พูดคุยกับนายทุนหลายๆคน ทั้งดีบ้างไม่ดีบ้าง ได้พบเจอนายทุนบางคน ที่มองเรื่องของผลกำไรทางธุรกิจเป็นหลักจนไม่สนใจคุณค่าทางงานออกแบบที่จะสามารถช่วยให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นได้เลย บางครั้งถึงขั้นที่เจอคนที่คิดว่าอาชีพของผมไม่จำเป็นเลยด้วยซ้ำ ได้ยินประโยคที่ว่า “จะไปเสียเงินให้ทำไมกับแค่คนที่ขีดๆเขียนๆงานง่ายๆในกระดาษ” เวลาเราเห็นอาคาร commercialหลายๆแห่งแล้วก็เกิดความรู้สึกว่า เค้าน่าจะได้อยู่ในที่ที่ออกแบบมาได้ดีกว่านี้ได้นะ ตัวผมเองไม่ได้จบมาทางด้านนี้โดยตรง เวลาที่ผมพูดอะไรไป ความน่าเชื่อถือจึงดูเหมือนไม่มากพอ แต่ก็ต้องยอมรับว่าความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เราน้อยกว่า ผู้ที่ทำด้านนี้มา

ทีมงาน Integrated field

ผมเลยคิดว่าจะทำยังไงถึงจะทำให้นายทุนทั้งหลาย เชื่อในสิ่งที่เราพูดได้ ว่าการออกแบบมันมีคุณค่าอย่างไร ผมเลยคิดได้ว่า ผมต้องหัดพูดภาษาเดียวกันกับเค้าให้ได้ก่อน ผมต้องเข้าใจเค้าก่อน เข้าใจในสิ่งที่เค้ามองหาเสียก่อน ผมถึงจะสามารถพูดให้เค้าเชื่อผมได้ ผมจึงตัดสินใจ เรียนต่อปริญญาโท MBA ที่ประเทศอังกฤษ ตอนเลือกเรียนที่นี่ หลายๆคนไม่เข้าใจว่าผมไปเรียนทำไม “เรียนแล้วได้อะไร จะเรียนไหวหรอ คนอื่นที่ไปเรียนเค้าก็จบมาทางด้านธุรกิจโดยตรง จะไปสู้เค้าได้หรอ” ยอมรับนะครับว่ากลัว แต่ผมก็เลือกที่จะลองเปิดหาความรู้ใหม่ๆเข้ามา ผมต้องทำการบ้านหนักกว่าคนอื่นหลายเท่า เพราะทุกสิ่งอย่างเป็นของใหม่สำหรับผมหมดเลย แต่สุดท้ายผมก็ผ่านมันมาได้ พร้อมกับ Merit Degree ของประเทศอังกฤษ

MBA Class of 2014, UK

แล้วหลังจากเรียนจบปริญญาโทกลับมา ได้เริ่มกลับมาลุยงานออกแบบทันทีเลยรึเปล่าคะ ?

สรกิจ: ยังครับ จริงๆพอผมกลับมาที่ไทยได้มีโอกาสบวชเรียนกับ พระอาจารย์ ว วชิรเมธี ที่ไร่เชิญตะวันเป็นเวลา 1 เดือนกว่าๆ การได้ไปบวชอย่างเงียบสงบครั้งนั้นนับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเลยครับ ผมได้อยู่กับตัวเอง ได้คิดทบทวนความคิดของตัวเอง ได้อยู่ใกล้กับคำสอนของพระพุทธเจ้ามากขึ้น และคำสอนนึงของพระอาจารย์ ก่อนที่เราจะสึกคือ ท่านบอกกับผมว่า “อย่าได้กลัวที่จะคิดการใหญ่ เราไม่ใช่คนกระจอก อาจารย์ไม่เชื่อว่าลูกเป็นคนกระจอก ลูกสามารถเป็นอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ฝันใหญ่ได้ ให้ดูอาจารย์เป็นตัวอย่าง” คำสอนนี้ทำให้ผมมีความกล้ามากขึ้น หลังจากสึกออกมา เราเลยคิดได้ว่า แทนที่ผมจะเป็นแค่คนออกแบบอย่างเดียว ตอนนี้ผมมีความรู้ในเรื่องที่ผมไม่รู้มากขึ้นแล้ว ทำไมผมถึงไม่เป็นผู้พัฒนาเองเลยหละ ถ้าเราเชื่อว่าสิ่งที่เราคิดและมอบให้คนอื่นๆ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเค้า มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับเค้าจริง และช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงๆ ทำเองมันไปเลยไหม

แล้วเริ่มต้นได้ยังไงคะ ?

สรกิจ: เริ่มต้นจากการคิดว่า เรามีความรู้และประสบการณ์ทางด้านการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารประเภทที่พักอาศัย และตอนนี้เราก็มีควมรู้ความเข้าใจในเรื่องของการทำธุรกิจที่มากขึ้น ทำไมเราถึงไม่ลองทำบ้านขายดูเองเลยหละ ผมจึงเริ่มต้นจากการเอาที่ดินผืนนึงเล็กๆที่มีอยู่แล้ว มาลองวางแผนออกแบบดู เริ่มศึกษาดูตลาด และกำหนดกลุ่มเป้าหมายขึ้นมา โดยมีความตั้งใจว่าจะใช้ design เป็นจุดขายหลักเลย เพราะเรามีต้นทุนเดิมของเราเองอยู่แล้วคือความคิดสร้างสรรค์ และเราก็มีความเชื่อว่า การใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปไม่ว่าจะในการคิด product หรือการใส่ความคิดสร้างสรรค์ในการดำเนินธุรกิจ จะทำให้เราเกิดความแตกต่าง และความคิดสร้างสรรค์นี้เองจะช่วยสร้างให้เกิดคุณค่าที่แท้จริง เพราะเราเห็น product ที่มีอยู่ในท้องตลาดปัจจุบันมันซ้ำๆเหมือนๆกันไปหมด และผมเองก็เชื่อว่า เราน่าจะสามารถพัฒนาการออกแบบให้ดีขึ้นไปได้มากกว่านี้อีก เพื่อช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตของพวกเค้าได้อย่างแท้จริง โดยที่สำคัญคือ มันต้องออกมาสวย มีเอกลักษณ์ที่แตกต่าง และต้องสามารถใช้งานได้จริงด้วย

แล้วทำไมถึงได้ออกมาเป็นรูปแบบของ homoffice คะ ?

สรกิจ: มันเริ่มต้นมากจากการกำหนดกลุ่มเป้าหมายครับ นั่นคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มสร้างธุรกิจ หรือ เริ่มสร้างครอบครัวเล็กๆของตัวเอง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง กำลังมองหาการทำงานและการใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง และเป็นวิถีที่เค้าเป็นคนเลือกเอง กำหนดเอง กลุ่มคนเหล่านี้จึงมักจะเป็นกลุ่มที่เริ่มทำธุรกิจเป็นของตัวเอง หรือไม่อย่างงั้นก็จะเป็นกลุ่มคนที่กำลังมองหาสถานที่ที่จะเริ่มต้นสร้างครอบครัวใหม่ อีกทั้งด้วยเรื่องของการติดต่อสื่อสารและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปมากขึ้น มันทำให้เกิดช่องทางและโอกาสในการทำธุรกิจเกิดขึ้นมากมาย และสิ่งหนึ่งที่เหมือนเป็นปัจจัยสำคัญต่อมาเมื่อการทำธุรกิจเริ่มเติบโตขึ้น นั่นคือสถานที่ทำงานและที่อยู่อาศัยที่จะเอื้อให้ตอบโจทย์กับการใช้ชีวิตของพวกเค้าอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าจะเป็นบ้านเดี่ยวถึงแม้จะมีพื้นที่รอบบ้านใหญ่ก็จริง แต่การดูแลรักษาก็จะสร้างความลำบากมากเกินไปสำหรับพวกเค้า ผมจึงมองว่าลักษณะของ homeoffice นั้นที่มีทั้งบ้านและออฟฟิศอยู่ในที่เดียวกัน และด้วยขนาดที่กำลังเหมาะสมไม่ต้องดูแลเยอะมากเกินไปนั้น น่าจะตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมายนี้ โดยออกแบบเอาไว้ให้สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อใช้งานเป็น บ้านทั้งหลังก็ได้ ออฟฟิสทั้งหลังก็ได้ หรือเป็น homeoffice ก็ได้

ทำไมต้องชื่อว่า HOF และคุณสรกิจมีความเชื่อในการออกแบบของโครงการนี้ว่าอย่างไรคะ ?

สรกิจ: ตรงๆเลยครับ มาจาก HOme และ OFfice นี่แหละครับ เป็นชื่อที่น่าจะจดจำได้ง่าย เรียกสั้นๆและสามารถสร้างเป็น logo ของ brand ที่สามารถสื่อถึงเอกลักษณ์ในการออกแบบของโครงการเราได้ดี ส่วนความเชื่อในการออกแบบนั้น ผมคิดว่าเทคโนโลยีทุกวันนี้ มันช่วยทำให้เราสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างอิสระมากขึ้น สิ่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตของคนรุ่นนี้ไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อรูปแบบการใช้ชีวิตเปลี่ยน รูปแบบของที่อยู่อาศัยแบบเดิมๆ จึงไม่สามารถตอบสนองต่อ lifestyle ที่เปลี่ยนได้อีกต่อไป ผมจึงเริ่มต้นจากการมองถึง “ปัญหา และ ความไม่ลงตัวของการใช้งาน” ของรูปแบบที่อยู่อาศัยแบบทาวน์โฮมและโฮมออฟฟิศแบบเดิมๆ และนำเอาความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในการแก้ไขปัญหาและความไม่ลงตัวนั้น ในการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยให้เกิดความสวยงามและสามารถตอบสนองการใช้งานและความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง

แล้วมีอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้าง และคุณสรกิจสามารถผ่านไปได้ยังไงคะ ?

สรกิจ: จริงๆจะเรียกว่าเป็นอุปสรรคที่เกี่ยวกับโครงการ HOF ก็ไม่เชิงนะครับเหตุการณ์นี้ แต่มันเป็นเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจผมมากที่สุด คือพอดีก่อนหน้านั้นผมได้มีไปทำโปรเจคโรงแรมเอาไว้ครับ แต่ก็พึ่งได้รู้ความจริงในช่วงนั้นพอดีว่า ถูกหุ้นส่วนที่จะทำโรงแรมร่วมกันโกง ทำให้โปรเจคต้องหยุดไปและสร้างความเสียหายพอสมควรเลยครับ ช่วงนั้นเรารู้สึกเสียศูนย์มากๆ แต่เราก็ได้คำพูดเตือนสติจาก พระอาจารย์ ว วชิรเมธี เราได้ไปพบท่านและเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ท่านฟัง ท่านบอกกับเราว่า "ลูก...ถือซะว่าไอ้ที่โดนโกงเนี่ย เป็นค่าลงทะเบียนเรียนไปนะ ไม่มีอะไรฟรีหรอก ค่าเรียนนี้จะทำให้เราฉลาดขึ้น จิตขึ้นเข้มแข็งขึ้น ลูกยังอายุไม่เยอะมาก ล้มก็ลุกและเริ่มใหม่นะ" ช่วงนั้นผมยอมรับว่ากลายเป็นคนกลัวและกังวลหลายอย่างมากๆ จนไม่อยากจะทำอะไรต่อแล้วสักอย่าง แต่พอใจมันเริ่มมีสติและเริ่มคิดได้ว่า ไม่ได้นะในเมื่อเราเดินหน้ามาขนาดนี้แล้วมันต้องไปให้สุดสิ ขายได้หรือไม่ได้ก็ต้องพยายามทำให้ถึงที่สุดก่อน พอตั้งสติได้ เราเลยกลับมาลุยเดินหน้างานที่โครงการ HOF ต่อเลย

ผมเริ่มต้นจากการทำขึ้นมา 4 หลังก่อน ทำเองแทบจะทุกอย่าง ออกแบบ เขียนแบบ ดูแลการสั่งของ ดูแลงานก่อสร้าง ออกแบบงานขาย งานเอกสาร บัญชีรายรับรายจ่าย ช่วงนึงแทบจะต้องคุยกับลูกค้าเองก่อนที่จะมีทีมงานมาช่วย จนมันเสร็จขึ้นมาจริงๆ แต่ก็ต้องผ่านช่วงเวลาโหดๆมาเกือบครึ่งปีของความกลัวว่ามันจะขายได้ไหม จะมีคนเข้าใจมันจริงๆไหม คนจะซื้อจริงๆไหม จะขาดทุนไหม ทำไม่เป็นมาก่อน ลองไปเรื่อย เงินก็ต้องลงไปเรื่อยๆแบบไม่รู้ผลลัพธ์ จริงๆแล้วมีคนทักผมเยอะมากนะครับว่า “เสี่ยงไปไหมสร้างโครงการเข้ามาในซอยแบบนี้ จะขายได้ไหม จะมีคนซื้อจริงๆหรอ จะทำไปทำไม” แต่ผมก็ตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องลอง เราต้องทลายกรอบของตัวเอง เราต้องเป็นมากกว่าแค่นักออกแบบให้ได้ จนเราสามารถหาลูกค้ารายแรกของเราเจอในที่สุด และก็มีต่อมาๆเรื่อยๆจนโครงการสามารถขายได้หมดทั้้ง 4 หลังในเดือนที่ 4 และก็มีกระแสตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง ว่าให้ทำอีกๆ ผมเลยไม่รอช้าเปิดเฟส 2 เพิ่มอีก 6 หลังและก็ได้รับการตอบรับที่ดีอย่างรวดเร็วจนเฟส2นี้ขายหมดไป และก็ยังมีคนเรียกร้องเข้ามาให้ทำเพิ่มอีกต่อมาเรื่อยๆ ผมเลยสร้างเพิ่มอีก 9 หลังในเฟส 3 โดยปัจจุบันทั้งโครงการมีทั้งหมด 19 หลังครับ

จากที่คิดแค่ว่าจะลองทลายความกลัวของตัวเองและพิสูจน์ดูว่าผมจะทำได้ไหม ผมจะเป็นมากกว่าแค่นักออกแบบได้ไหม ความเชื่อนี้มันได้ต่อยอดให้ผมสร้างธุรกิจที่มูลค่าเกือบ 150 ล้านภายในเวลา 3 ปีโดยที่ผมไม่รู้ตัวเลย เพราะจริงๆแล้วผมไม่ได้เคยกลับมามองเรื่องตัวเลขเลย สิ่งที่ผมโฟกัสเป็นอันดับแรกสุดคือ เชื่อว่าเราจะต้องสร้างความแตกต่างให้กับวงการนี้ให้ได้ และ จะต้องทำยังไงถึงจะสร้างสิ่งที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้นกว่าเดิม การได้เห็นคนเข้าไปอาศัยอยู่ด้วยรอยยิ้มด้วยความสุข นั่นเป็นรางวัลที่ยอดเยี่ยมกว่าเม็ดเงินเป็นไหนๆ เพราะมันเป็นเหมือนผลลัพธ์จากการพิสูจน์ความเชื่อและความคิดของผม และมันก็ต่อยอดอนาคตให้ผม ได้มากกว่าเงินทองแบบเทียบกันไม่ได้เลย

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและเยี่ยมชมโครงการได้ที่

HOF

27 ซ. วชิรธรรมสามธิต 51 สุขุมวิท 101/1

แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพ

เชิญเข้าชมโครงการได้ทุกวันเวลา 09.00-18.00น. ติดต่อสอบถาม ☎ : 094-025-2920 / 02-397-1147

www.hof-bkk.com

www.fb.com/hofhomeoffice


Featured Posts
Recent Posts