แรงบันดาลใจ จากศิลปินนักออกแบบรุ่นใหม่... รักกิจ ควรหาเวช & พิชญา ศรีระพงษ์


รักกิจ ควรหาเวช

ศิลปิน Street Art แนวหน้าของเมืองไทย ผู้สร้างสรรค์ผลงาน street art ที่มีเส้นสายลายมือและการใช้กราฟฟิกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ จนมีผลงานออกแบบมากมายทั้งในไทยและต่างประเทศ...รักกิจ ควรหาเวช

Jewelry Designer ผู้มีดีกรีรางวัลมากมาย เจ้าของแบรนด์ PITCH JEWELRY ที่ผลงานต่างๆได้รับแรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์การท่องเที่ยวเดินทางไปยังที่ต่างๆ สร้่างสรรค์ออกมาเป็นผลงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ...พิชญา ศรีระพงษ์

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอคุณรักกิจและคุณเบียร์อยู่บ้านกันสักเท่าไหร่เลย เห็นว่าต้องเดินทางไปต่างประเทศและออกลุยงานตามต่างจังหวัดกันอยู่ตลอด วันนี้บังเอิญได้เจอทักทายกันที่หน้าบ้าน เลยถือโอกาสขอเข้าไปเยี่ยมชมผลงานและพูดคุยกับทั้งสองศิลปินอย่าง คุณรักกิจ ควรหาเวช (Street artist) กับคุณพิชญา ศรีระพงษ์ หรือคุณเบียร์ (Jewelry designer) “สมาชิกครอบครัว HOF” กันหน่อยดีกว่าคะ ที่ล่าสุดเห็นว่าได้ร่วมงานกับ Tiger Brand ปูนตราเสือ สร้างสรรค์ผลงานลวดลายจากเสือ เดคอร์ ร่วมกับสถาปนิกและนักออกแบบชื่อดัง ในงานสถาปนิก 2559 ที่บูธ SCG วันที่ 26 เม.ย.-1 พ.ค. นี้ผ่านมานี้ วันนี้คงได้คุยกันนิดๆหน่อยๆเพราะทั้งสองคนมีออกไปติดต่อคุยงานในช่วงบ่ายกันต่ออีก แต่ก็ยังใจดีให้เราเข้าไปนั่งคุยเล่นทานขนมกันสนุกสนานลั่นบ้านเลยคะ ^ ^

รบกวนคุณรักกิจและคุณเบียร์ช่วยอธิบายเนื้องานว่าทำเกี่ยวกับอะไรและจุดเริ่มต้นเป็นมายังไงคะ?

คุณรักกิจ : ผมเริ่มมาจากกราฟฟิกดีไซน์ เคยไปทำปกนิตยสารคอมพิวเตอร์อาร์ตของประเทศอังกฤษ ซึ่งก็ทำให้คนเริ่มรู้จักว่าผมทำกราฟฟิกดีไซน์ แต่พอผมทำไปเรื่อยๆผมก็ผันตัวเองมาทำสตรีทอาร์ต แล้วคนอื่นๆก็เริ่มให้ความสนใจตามมาเรื่อยๆ ว่าจากกราฟฟิกดีไซน์แล้วมาทำสตรีทอาร์ต ผมมาทำได้ยังไง พอมีงานใหม่มาแต่ละงานก็มีอะไรมาให้ทำอยู่เสมอ คืออยู่ดีๆก็ได้ไปทำกับ casio อยู่ดีๆก็ไปพ่นรถให้กับ Toyota และอย่างล่าสุดผมได้ร่วมมือทำกับปูนตราเสือ ก็คือต้องใช้ปูนเป็นแมททีเรียลในการสร้างงาน ซึ่งก็ค่อนข้างแตกต่างจากงานที่ผมเคยทำ ที่ต้องพ่นกำแพงอย่างเดียว คือทุกอย่างเหมือนกับว่ามีอะไรใหม่ๆให้ได้ทำอยู่ตลอด ก็สนุกดีครับ

คุณเบียร์ : ส่วนเบียร์ เบียร์จบจากมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะมัณฑนศิลป์ สาขาการออกแบบเครื่องประดับ ตอนแรกเบียร์คิดว่าจะเอ็นทรานซ์เข้าโปรดักส์คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่ทีนี้ก่อนที่จะต้องเอ็นทรานซ์ไม่กี่วันเบียร์ไปเจอแฟชั่นโชว์จิวเวอรี่ที่ศิลปากร ก็เลยคิดว่านี้แหละที่เราจะเรียน ก็เลยเลือกเรียนภาคเรียนจิวเวอรี่ แล้วก็เรียนโดยตรง พอจบมาแรกๆแล้วก็ทำพวกจิวเวอรี่ให้แฟชั่นโชว์แบรนด์ในไทยต่างๆ ทำอยู่ประมาน5ปีได้ เบียร์เองเคยทำให้หลายๆแบรนด์อย่างเช่น Issue , Kloset ทำไปสักระยะเบียร์ก็เจอเอเจนซี่สิงคโปร์ เค้าได้มาเห็นผลงานที่เราได้ไปทำให้Issue เค้าเลยถามว่าอยากทำแบรนด์เองไหม เลยบอกไปว่าทำไม่ได้หรอก เพราะตอนนั้นก็ยังทำเป็นฟรีแลนซ์

ให้แบรนด์อื่นๆอยู่

จากนั้นได้มาทำคอเลคชั่นนึงที่ชื่อว่า The Watch Collection คือเอานาฬิกามาทำเป็นเครื่องประดับ ทำเป็นแบบคอเลคชั่นเล็กๆเอาไปขายที่ PLAYHOUND GREYHOUND ตอนนั้นก็แค่อยากทำ พอเราเป็นเหมือนฟรีแลนซ์ทำให้แบรนด์อื่นมันก็ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง100% ก็เลยทำคอเลคชั่นเก็บไว้เล่นๆ หลังจากนั้นได้มีโอกาสนำไปวางขาย บังเอิญมีเอเจนซี่มาเห็นก็เลยได้นำเอาผลงานนี้ไปทำแบรนด์เลย ใช้ชื่อแบรนด์ว่าPITCH ที่มาจากชื่อตัวเอง พิชญา ก็เลยทำแบรนด์นี้มาได้5-6ปี และมีเอเจนซี่ที่สิงคโปร์ได้นำไปขายที่ตลาดต่างประเทศ

แล้วอย่างนี้คุณรักกิจจบมาได้ทำงานตรงสายไหมคะ?

คุณรักกิจ : ก่อนผมจะมาเป็น Street Artist ได้ จริงๆแล้วผมจบที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาศิลปศึกษา จริงๆผมต้องเป็นครู แต่ส่วนใหญ่รุ่นพี่ที่จบไปก็เป็นครูกันน้อยมาก มีเพียง 20% เองที่เป็นครู แล้วคนอื่นๆก็ไปทำเอเจนซี่ แล้วมี ไปทำหนังบ้าง คือสายงานหลากหลายกันมาก แต่ช่วงแรกผมไปทำพวกกราฟฟิกมาก่อนแล้วก็จับพลัดจับพลูมาทำสตรีทอาร์ตช่วง5ปีหลังนี้เอง เริ่มต้นคือ ผมไปเจอสตรีทอาร์ตคนนึงที่ชื่อ P7 เค้าก็ชวนผมไปทำพวกงานสตรีทอาร์ต ซึ่งผมก็ไม่เคยทำ ก็เลยทดลองหาเทคนิคอะไรที่ตัวเองพอจะเอาไปทำได้ ก็เลยได้ box stencil มา งานก็โอเคดีเลย เป็นงานที่ฉีกออกมาจากกราฟฟิกตี้คนอื่นๆ ก็เลยได้มาเป็นสไตล์ของตัวเองไป

ทุกครั้งที่ต้องสร้างผลงานขึ้นมาชิ้นนึง คุณรักกิจได้แรงบันดาลใจมาจากไหนคะ?

คุณรักกิจ : จริงๆไม่รู้ว่าใช่แรงบันดาลใจรึป่าว แต่ทุกครั้งที่ทำผมคิดว่าจะเอาตัวรอดจากโปรเจคนั้นๆยังไง คือผมต้องคิดว่า ผมต้องทำให้รอด ผมจะทำในสิ่งที่ผมชอบ เสร็จแล้วแรงบันดาลใจอาจจะมาจากการคุยกับแบรนด์ หรือว่าการที่เราไปเห็นพื้นที่จริง กำแพงที่เราไปทำอาจมีไอเดียอะไรให้เราทำ อาจจะสามารถนำตัวอะไรเข้าไปอยู่ตรงนั้น หรือว่าอย่างนาฬิกาที่เคยได้ร่วมงานอย่าง casio เราก็คิดว่าควรจะใช้เป็นตัวอะไรถึงเหมาะกับcasioรุ่นที่เราได้รับมอบหมายมาให้ทำ หรือว่า ที่ผมได้ไปพ่นรถให้กับทาง Toyota คอนเซ็ปต์เค้าเป็นยังไง คือฟังๆมาก็คิดรวบรวมไว้ จนได้ออกมาเป็นผลงาน แต่ในระหว่างทำก็คิดว่าทำยังไงให้รอดให้ไม่เจ๊งให้งานไม่แย่ดีนะ คือแรงบันดาลใจมาจากตัวเองและก็ประสบการณ์ เหมือนอะไรที่เราชอบตั้งแต่เด็ก มัธยม มหาลัย คือทุกอย่างผมได้นำมาลงในผลงานทั้งหมด

ผลงานชิ้นไหนที่คุนรักกิจมองว่าชอบมากที่สุดตั้งแต่ที่ทำมาคะ?

คุณรักกิจ : ผลงานของผม จริงๆผมชอบทุกอันนะ เพราะว่าแต่ละผลงานเหมือนมีชาเลนจ์อะไรที่แปลกๆ ตอนเราไปเจอตึกใหญ่ๆ ตอนแรกก็ไม่คิดหลอกว่าจะทำได้ทำไม่ได้ ผมก็ลองทำไปเรื่อยๆ พอเสร็จก็คิดว่าทำได้นิ ผมก็รู้สึกแฮบปี้กับผลงานทุกชิ้น ผมก็จะมีความรู้สึกดีแบบนี้อยู่ในทุกผลงาน

คุณรักกิจมีต้นแบบหรือไอดอลไหมคะ?

คุณรักกิจ : ต้นแบบเหรอ คือพอเริ่มมาทำอะไรที่เป็นตัวเอง ต้นแบบอะไรๆก็จะเริ่มหายไปแหละ จะเริ่มแบบมีทางของตัวเอง ผมจะสนุกกับสิ่งที่ผมทำ เหมือนผมได้รู้ว่าผมมีกระบวนการการทำยังไง วิธีการทำจะเป็นยังไง เพราะฉะนั้นถ้าผมไปดูงานของคนอื่นมาก็จะคนละระบบกันเอามาผสมกันคงจะไม่ได้ครับ

คติในการทำงานของคุณรักกิจและคุณเบียร์คืออะไรคะ?

คุณเบียร์ : แนวความคิดและคติในการทำงานของเบียร์ ตอนเด็กๆเลยจะชอบรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ คือความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น ตอนเด็กๆไม่เคยคิดว่าเราเป็นคนเก่งแต่จะคิดว่าถ้าเราไม่ใช่คนเก่งเราต้องขยัน ตอนเด็กๆคิดแบบนั้น แต่พอโตขึ้นหน่อยก็จะขี้เกียจ5555 คือตอนเด็กๆไม่ได้วาดรูปเก่งแต่เห็นคนอื่นๆตอนไปติว เค้าเก่งกันมากๆ เลยรู้สึกว่าต้นทุนเราไม่ได้เท่าเค้าอย่างนั้นเราต้องพยายามวาดให้เยอะๆ ต้องฝึกให้เยอะๆ แล้วปัจจุบันเวลาที่เราเห็นคนอื่นเค้าทำแบรนด์หรือทำธุรกิจ เราจะรู้สึกว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้น เราเลยต้องพยายามทำพยายามฝึกให้เยอะๆไว้ เพื่อจะได้ไปให้เท่าคนอื่นๆ

คุณรักกิจ : ส่วนคติของผม หากผมได้รับมอบหมายอะไรมาก็ควรทำให้มันดีที่สุดแล้วมันก็จะส่งผลที่ดีต่ออนาคต (คุณเบียร์กล่าวเสริมถึงคุณรักกิจ...ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วก็ขำกัน5555) เราก็ควรทำให้มันดีที่สุดทุกงานครับ

“สำหรับผมสถานที่มีผลต่อการทำงานมากๆ เพราะผมเหมือนต้องทำงานตลอดเวลา ต้องทำงานถึงดึกถึงดื่น และพอง่วงผมก็สามารถขึ้นไปนอนได้เลย ก็สบายมากๆ ได้อยู่ด้วยกัน ทำงานไปด้วยใช้ชีวิตไปด้วยได้ ”

เห็นว่าต้องเดินทางไปทำงานกันตลอดเวลาเลยนะคะ

คุณเบียร์ : คะ ปกติทำงานก็จะต้องห่างบ้าน ไปนานๆ ไปทีก็15วัน พอได้มีเวลาก็อยากอยู่บ้านคะ

คุณรักกิจ : อยากอยู่บ้าน ถ้าต้องไปทำงานนานๆจะคิดถึงบ้าน ก็เลยไม่อยากออกไปไหนครับ

คุณเบียร์ : คือถ้าต้องออกไปไหนก็จะต้องรีบกลับมาบ้านคะ555

ทำให้เราอยากรู้เลย เหตุผลที่ทำให้วันนั้นคุณรักกิจตัดสินใจเลือก HOF: home&office?

คุณรักกิจ : ดูปุ๊บจองเลยครับ555 คือเพราะว่าเป็นบ้านที่เสร็จแล้วด้วย พอผมเดินเข้ามาแล้ว ผมได้เดินดูบ้านคร่าวๆแล้วดูโครงสร้าง ดูความแตกต่างที่บ้านอื่นไม่มี ผมได้ไปดูที่อื่นมาด้วยนะ ผมดูที่อื่นๆแล้วผมรู้สึกว่า ที่อื่นก็เป็นบ้านปกติธรรมดา

คือที่อื่นดูเป็นบ้านแบบทั่วๆไป แต่พอมาเจอ HOF ที่นี้ดูแตกต่างเลยรู้สึกว่า เราน่าจะเอามาทำงานแล้วก็อยู่อาศัยได้ ผมก็เลยโทรบอกเบียร์เลย เบียร์พี่จองแล้วนะ555555

คุณเบียร์ : ใช่ๆวันนั้นเราก็ตกใจนะ อ่าวอะไรเพิ่งเห็นพี่(คุณรักกิจ) เพิ่งเปิดดูในเว็ปเองจองแหละ5555 หายไปครึ่งชั่วโมงแล้วโทรมาบอกจองแล้วนะ

คุณรักกิจ : ปกติผมก็ไม่เคยตัดสินใจเร็วขนาดนี้นะ แล้วของชิ้นใหญ่ด้วย แต่ก็นะเฟสแรกมี4หลัง ถ้าผมไม่เลือกตอนนี้ ผมอาจพลาดได้ แล้วมีเหลือ2หลังให้เลือกด้วย แล้วคนเค้าก็จะจองจะแย่งกัน ก็เพราะนั้นแหละ ผมชอบดีไซน์บ้านผมจองเลย

“ทำให้ทำงานง่ายขึ้นด้วย คือทำงานในที่แคบๆไม่ได้ พอทำงานในที่แคบๆแล้วไม่สามารถวางของกระจัดกระจายได้ ก็พอได้มาอยู่ในที่ ที่มันโล่งๆหน่อย ที่ๆสามารถวางกระดาษแล้วเขียนๆโยนๆ อย่างเช่น แบบทำงานเขียนแบบที่ต้องมีตัวอย่างมาวางเยอะๆ หรือคิดอะไรไม่ออกก็แบบย้ายที่ย้ายจุดได้ ”

คุณเบียร์ : ชอบสเปซ คือมีสเปซแบบที่บ้านอื่นไม่มีนะ กระจกเยอะดี ชอบชั้น2 ตรงห้องอาหารมีกระจกสูงแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆนะ

คุณรักกิจ : คือดูที่บ้านตัวอย่างก็ชอบนะ สามารถทำอะไรได้อีกเยอะเลย สามารถมาทำเป็นสไตล์ตัวเองได้ แล้วรู้ไหมที่ใช้นั่งทำงานนะ เรานั่งทำงานมาทุกชั้นและ555 คือตอนต่อเติมบ้านพอมีช่างมาทำที่ชั้นล่างผมก็ขึ้นไปทำงานที่ชั้น2มันก็ทำได้ หรือว่าย้ายลงมาทำชั้นลอย ชั้นลอยนี้ก็เตรียมสถานที่ทำงานไว้เป็นที่ทำเพ้นติ้งนะ คือแบ่งสัดส่วนการทำงานไว้ทุกที่ คือสามารถทำงานได้ทุกที่ สามารถทำตรงไหนของบ้านก็ได้ แล้วพอดึกหน่อยก็ขึ้นไปทำงานข้างบน ต่อ ย้ายที่ไปเรื่อยๆในบ้าน ทำได้ทุกที่

คุณเบียร์ : อีกอย่างคือทางฮอฟมีสเปซไว้ให้ตรงส่วนของดับเบิ้ลสเปซชอบมากๆ เลยออกแบบตู้หนังสือได้สูง แล้วยังแต่งได้อีกเยอะเลย

คุณรักกิจ : สำหรับผมสถานที่มีผลต่อการทำงานมากๆ เพราะผมเหมือนต้องทำงานตลอดเวลา เบียร์ก็น่าจะเหมือนกันคือ ช่วงวันทำงานเยอะ ก็จะคิดงานกันตลอด

คุณเบียร์ : ก็พอได้มาอยู่ในที่ ที่โล่งๆ ที่ๆสามารถวางกระดาษแล้วเขียนๆโยนๆ อย่างเช่นทำงานเขียนแบบนี้ที่ต้องมีตัวอย่างมาวาง คิดอะไรไม่ออกก็สามารถย้ายที่ย้ายจุด ได้

คุณรักกิจ : ทำงานจนดึกจนดื่นก็สามารถขึ้นไปนอนได้ก็สบายมากๆ ได้อยู่ด้วยกัน ทำงานไปด้วยใช้ชีวิตไปด้วย คือถ้าเป็นบ้านแบบที่ทางโครงการอื่นๆเค้ามักจะซอยห้องมาให้เป็นห้องๆ จะรู้สึกว่าแน่นไป

คุณเบียร์ : ทำให้ทำงานง่ายขึ้นด้วย คือทำงานในที่แคบๆไม่ได้ พอทำในที่แคบๆแล้วของวางกระจัดกระจายไม่ได้ ไม่ชอบ

ขอบคุณนะคะที่สละเวลาให้เราเข้ามาพูดคุยเยี่ยมชมบ้าน มีอะไรอยากฝากไหมคะ?

คุณเบียร์ : คะ ฝากผลงานด้วยนะคะ ตอนนี้เบียร์กำลังจะทำแมกกาซีน เป็นสตรีทอาร์ตแมกกาซีนออนไลน์ ชื่อ ATM ก็จะอัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับสตรีทอาร์ต น่าจะออกประมาณปลายๆสิงหา กรกฏาคมปีนี้นะ

คุณรักกิจ : คือเพื่อนเบียร์เค้าทำสเปรย์ขาย เป็นเจ้าของ ATM สเปรย์ ไว้สำหรับเพ้นติ้ง เหมือนกับที่ต่างประเทศสำหรับเพ้นสำหรับงานสตรีทอาร์ต เราก็เลยจะทำเป็นแมกกาซีนออนไลน์โดยชื่อเอทีเอ็มแมกกาซีน ก็จะอัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับสตรีทอาร์ต กราฟิกตี้ ซึ่งตอนนี้ก็กำลังปั้นกันอยู่ ฝากผลงานไว้เพื่อจะได้ติดตามกันนะครับ

ด้วยความที่ HOF มุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ ให้มีความสวยงามที่แตกต่างอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะและการใช้งานที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของ คนรุ่นใหม่ได้ เราจึงได้รับความเชื่อใจจากกลุ่มคนเหล่านี้ ที่ให้ความสำคัญกับงาน DESIGN และการใช้ชีวิตที่มี WORK LIFE BALANCE และนี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆน้อยๆของรูปแบบการใช้ชีวิตของ “สมาชิกครอบครัว HOF” ที่เราตั้งใจนำมาฝากเป็นแรงบันดาลใจดีๆให้กับคนรุ่นใหม่ ที่ฝันอยากจะประสบความสำเร็จอย่างสมาชิกของเราแบบนี้ ในคราวหน้าเราจะมีแรงบันดาลใจดีๆจากคนรุ่นใหม่ ที่เป็นสมาชิกครอบครัว HOF คนอื่นๆของเรามาฝากให้อ่านเรื่อยๆนะค่ะ ขอบคุณสำหรับท่านผู้อ่านทุกท่านค่ะ

ขอบคุณภาพประกอบสวยๆจาก

คุณรักกิจ ควรหาเวช และ คุณพิชญา ศรีระพงษ์

HOF: home&office 3.5 ชั้น จอดรถส่วนตัวได้ 4-5 คัน หน้ากว้าง 6.3 เมตร บนพื้นที่ใช้งานกว่า 300 ตารางเมตร เปิดเฟสใหม่เป็นเฟสที่ 3 แล้ว เหลืออีกเพียง 3 ยูนิตสุดท้ายเท่านั้น โครงการตั้งอยู่ในพื้นที่ถนนสุขุมวิท ที่เป็นย่านธุรกิจ แต่ก็ยังมีความเป็นส่วนตัว และได้เปรียบในแง่ของการเดินทางที่สามารถเชื่อมต่อไปยังถนนสายหลักได้หลายสาย เช่น สุขุมวิท, ศรีนครินทร์, และบางนาตราด อีกทั้งยังสามารถเดินทางจากรถไฟฟ้าสายสุขุมวิท และต่อรถสาธารณะเข้ามายังโครงการได้หลากหลายวิธี นอกจากนี้ในอนาคตอันใกล้ รถไฟฟ้าสายสีเหลืองจะวิ่งผ่านที่ถนนศรีนครินทร์ ทำให้ กลายเป็นทำเลที่อยู่ตรงกลางระหว่างรถไฟฟ้าทั้งสองสาย ตอบสนองต่อการเดินทางที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและเยี่ยมชมโครงการได้ที่

HOF

27 ซ. วชิรธรรมสามธิต 51 สุขุมวิท 101/1

แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพ

เชิญเข้าชมโครงการได้ทุกวันเวลา 09.00-18.00น. ติดต่อสอบถาม ☎ : 094-025-2920 / 02-397-1147

www.hof-bkk.com

www.fb.com/hofhomeoffice

#inspiration #homeoffice #streetartist #jewelrydesigner #Rukkit

Featured Posts
Recent Posts